วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2559

ประวัติ อ๊อด คาราบาว (เกริกกำพล ประถมปัทมะ)

เกริกกำพล ประถมปัทมะ หรือที่รู้จักในชื่อ อ๊อด คาราบาว (ชื่อเดิม: อนุพงษ์ ประถมปัทมะ) เป็นอดีตสมาชิกวงเพรสซิเดนท์ และได้เป็นสมาชิกของวงคาราบาวในตำแหน่งมือเบสตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 โดยอ๊อด คาราบาวโด่งดังจากการร้องเพลงกระถางดอกไม้ให้คุณ ในอัลบั้มเวลคัม ทู ไทยแลนด์เมื่อปี พ.ศ. 2530

อ๊อด คาราบาว เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2494 ที่อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ และจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมวัดมกุฏกษัตริย์ จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย อ๊อดเล่นกีตาร์เบสอยู่กับวงเพรสซิเดนท์พร้อมกับ เล็ก - ปรีชา ชนะภัย ซึ่งเป็นมือกีตาร์ โดยมีผลงานอัลบั้ม สายลมลวง และ เด็กฮาร์ทฉันไม่สน ที่สร้างชื่อเสียงให้กับวงเพรสซิเดนท์ ต่อมาทั้งวงจึงได้เล่นเป็นดารารับเชิญในภาพยนตร์เรื่อง ปล.ผมรักคุณ ในปี พ.ศ. 2526 พร้อมกับวงคาราบาวที่กำลังโด่งดังจากอัลบั้ม ท.ทหารอดทน
อ๊อด ได้ร่วมงานกับคาราบาวเป็นครั้งแรก เมื่อเล็ก - ปรีชา ชนะภัยได้เข้ามาร่วมกับวงคาราบาวขณะออกอัลบั้ม แป๊ะขายขวด ในปี พ.ศ. 2525 เล็ก จึงได้ชวนวงเพรสซิเดนท์ซึ่งมีอ๊อดเล่นเบสอยู่ให้มาเล่นแบ๊คอัพและออกทัวร์คอนเสิร์ตร่วมกับคาราบาวในอัลบั้มนี้ด้วย ต่อมา แอ๊ด - ยืนยง โอภากุล จึงชวนอ็อดให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของวงคาราบาวในอัลบั้ม ท.ทหารอดทน ในปี พ.ศ. 2526 อ๊อดรับปากแต่ยังติดทัวร์คอนเสิร์ตที่สหรัฐอเมริกากับวงเพรสซิเดนท์ ตำแหน่งมือเบสของวงจึงเป็นของ ไพรัช เพิ่มฉลาด
อ๊อดได้ก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิกวงคาราบาวอย่างเป็นทางการหลังจากกลับมาจากทัวร์คอนเสิร์ตกับวงเพรสซิเดนท์ในต้นปี พ.ศ. 2528 โดยอ๊อดได้ร่วมทัวร์คอนเสิร์ตกับวงคาราบาวระหว่างที่กำลังออกอัลบั้ม เมด อิน ไทยแลนด์ ในฐานะสมาชิกใหม่ของวงคาราบาว แทนที่ ไพรัช เพิ่มฉลาด มือเบสคนเดิม ซึ่งอัลบั้มนี้ทำให้คาราบาวแจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัวเนื่องจากสามารถทำยอดขายได้ถล่มทลายถึง 5,000,000 ตลับ และอ๊อดยังได้ขึ้นคอนเสิร์ตทำโดยคนไทย ซึ่งคอนเสิร์ตในครั้งนั้นมีผู้ชมมากกว่า 60,000 คน จากความสำเร็จเหล่านี้ทำให้คาราบาวทั้งวงรวมทั้งอ๊อดได้แสดงภาพยนตร์เรื่อง เสียงเพลงแห่งเสรีภาพ ในปี พ.ศ. 2528
บทบาทในวงคาราบาวของอ๊อด คือ การเป็นมือเบสและร้องประสานเสียง แม้ไม่ใช่นักร้องนำ แต่ในอัลบั้ม เวลคัม ทู ไทยแลนด์ ซึ่งวางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2530 อ๊อดได้รับหน้าที่ร้องนำในวงเป็นครั้งแรก คือเพลง กระถางดอกไม้ให้คุณ ที่มีเนื้อหาน่ารัก ๆ ทำนองสบาย ๆ ว่าด้วยการที่อ๊อดเป็นคนที่มีใจรักในเสียงเพลง ฝึกซ้อมดนตรีอยู่เป็นประจำ แต่ไม่เคยร้องเพลงเลยแม้สักเพลง เพลงนี้จึงเป็นเพลงแรกและเพลงสุดท้ายในชีวิตของอ๊อดที่จะได้ยินได้ฟัง แต่ดันร้องผิดที่ผิดเวลาและผิดคีย์ จึงโดนกระถางดอกไม้ปาใส่ จากการเขียนเนื้อร้องและทำนองโดยแอ๊ด - ยืนยง โอภากุล ซึ่งเพลงนี้กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวอ๊อดและได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งเพลงนี้ยังมีการทำเป็นมิวสิกวิดีโอ โดยอ๊อดเล่นเป็นพระเอกเองอีกด้วย
อ๊อด ไว้เครามาตั้งแต่ยังหนุ่ม เป็นคนที่มีบุคลิกยิ้มง่าย ขี้อาย เป็นสมาชิกวงคาราบาวเพียงคนเดียวที่ไม่เคยแยกออกจากวงรวมทั้งไม่เคยออกอัลบั้มของตัวเองมาเลยแม้แต่ชุดเดียว ชีวิตส่วนตัวสมรสแล้ว มีบุตรสาวหนึ่งคนและบุตรชายอีกหนึ่งคน ปัจจุบันมีบ้านพักอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จนถึงปี พ.ศ. 2532 หลังออกอัลบั้มทับหลัง วงคาราบาวจึงแตกและมีสมาชิกทยอยออกจากวงไปหลายคน แต่อ๊อดเป็นเพียงสมาชิกคนเดียวที่ยังคงอยู่กับวงพร้อมกับแอ๊ด - ยืนยง โอภากุล ในอัลบั้มชุดที่ 10 ห้ามจอดควาย ซึ่งวางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2533 อ๊อดจึงได้ร้องอีกเพลงหนึ่งคือเพลง ปอดแหก และในปีพ.ศ. 2534 ในอัลบั้ม วิชาแพะ อ๊อดได้ถ่ายรูปลงหน้าปกอัลบั้มพร้อมกับแอ๊ด - ยืนยง โอภากุล 
และเล็ก - ปรีชา ชนะภัย และได้ร้องเพลงอีกหนึ่งเพลง คือเพลง ลุงหริ






ประวัติ เป้า คาราบาว (อำนาจ ลูกจันทร์)



อำนาจ ลูกจันทร์ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ เป้า คาราบาว เกิดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2492 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นอดีตมือกลองของวงคาราบาว โดยเป็นมือกลองคนแรกของวง และเคยออกอัลบั้มเพลงร่วมกับเทียรี่ เมฆวัฒนา เป้า คาราบาว เป็นคนที่มีรูปร่างเล็ก มีส่วนสูงต่ำกว่า 160 เซนติเมตร เป้า จบการศึกษาชั้นมัธยมจากโรงเรียนพระโขนง (ปัจจุบันคือโรงเรียนพระโขนงพิทยาลัย) จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนดุริยางค์ทหารเรือ และเริ่มต้นชีวิตนักดนตรีครั้งแรกด้วยการรับราชการในกองดุริยางค์ทหารเรือ ได้รับยศ จ่าเอก (จ.อ.) มีหน้าที่สอนดนตรีประเภทเครื่องตี และใช้เวลาว่างจากรับราชการมาเล่นตามคลับและบาร์ต่าง ๆ ในเวลากลางคืน นอกจากนี้ในช่วงบ่ายยังเป็นนักดนตรีเล่นแบ็คอัพในห้องอัดเสียงต่างๆ โดยเริ่มเล่นในแนวป๊อปแจ๊ส และฟิวชั่นแจ๊ส ซึ่งนับว่าเป็นนักดนตรีคนหนึ่งในแนวฟิวชั่นแจ๊สรุ่นบุกเบิกของไทย ในขณะที่เป็นนักดนตรีแบ็คอัพนั้น เป้าได้บันทึกเสียงกลองและเล่นแบ็คอัพให้กับศิลปินในยุคนั้นอย่างมากมาย เช่นวง PM5 ที่มี ดอน สอนระเบียบ นักร้องชื่อดังเป็นนักร้องนำ รวมถึงศิลปินเพลงลูกกรุงอย่างสวลี ผกาพันธุ์, สุเทพ วงศ์กำแหง, ศรีไศล สุชาติวุฒิ อำนาจ ลูกจันทร์ ได้เข้าร่วมวงคาราบาวในฐานะมือกลองและเพอร์คัสชั่นในปี พ.ศ. 2526 ในชุด ท.ทหารอดทน อันเป็นอัลบั้มชุดที่ 4 ของคาราบาว พร้อมกับ เทียรี่ เมฆวัฒนา, อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี และ ไพรัช เพิ่มฉลาด ซึ่งเป็นเพื่อนนักดนตรีร่วมห้องอัดเดียวกัน จากนั้นได้ออกจากราชการทหารเรืออย่างเต็มตัว นับได้ว่าเป้าประสบความสำเร็จ และมีชื่อเสียงให้กับวงคาราบาวอย่างมากในฐานะมือกลองจากความสำเร็จของอัลบั้ม เมด อิน ไทยแลนด์ ที่สามารถทำยอดขายได้ถึง 5,000,000 ตลับ ซึ่งเป็นยอดขายอัลบั้มที่สูงที่สุดในประเทศไทย และได้เล่นคอนเสิร์ตใหญ่ของวงหลายครั้งเช่น คอนเสิร์ตทำโดยคนไทย ที่สนามกีฬาเวโลโดรม หัวหมาก ในต้นปี พ.ศ. 2528 ที่มีผู้ชมมากกว่า 60,000 คน โดยเป้าได้โซโล่กลองเพลง ท.ทหารอดทน เพื่อเปิดคอนเสิร์ต, คอนเสิร์ตรับใช้ชาติ ที่สวนสยาม ซึ่งเป็นภาคต่อของคอนเสิร์ตทำโดยคนไทย และยังได้ออกทัวร์คอนเสิร์ตที่สหรัฐอเมริกาอีกด้วย
บทบาทของเป้าในวง คือ การเป็นมือกลองและเพอร์คัสชั่นโดยไม่ได้ร้องเพลงหรือร้องประสานเสียง เรียกได้ว่าเป็นสมาชิกเพียงคนเดียวของวงที่ไม่เคยร้องเพลงหรือร้องประสานเสียงเลยแม้แต่เพลงเดียว ในปี พ.ศ. 2533 เป้า พร้อมเทียรี่ และอ.ธนิสร์ ได้แยกออกมาจากวงหลังออกอัลบั้มชุดที่ 9 ทับหลัง และต่อมาได้ออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกในชีวิตของพวกตน ชื่อชุด ขอเดี่ยวด้วยคนนะ ซึ่งเป้าก็ทำหน้าที่ตีกลองและเพอร์คัสชั่นโดยไม่ได้ร้องเพลงหรือร้องประสานเสียงอีกเช่นเคย แต่ได้แต่งเพลงไว้หนึ่งเพลงในอัลบั้มคือเพลง ศึกบางระจัน จากนั้น ทั้งเป้า เทียรี่ และ อ.ธนิสร์ ก็ได้แยกย้ายกันไปตามเส้นทางชีวิตของแต่ละคน ต่อมาในปี พ.ศ. 2541 ก็มีผลงานเดี่ยวของตัวเองครั้งแรก ชื่อชุด นักร้องจำเป็น ร่วมกับวงการบูร และต่อมา เป้ามีกิจการส่วนตัวคือ ผลิตเพอร์คัสชั่นจำหน่าย ในยี่ห้อ Pearl และเปิดโรงเรียนสอนดนตรีที่บ้านของตนเอง เน้นในเครื่องดนตรีประเภทตีและประกอบจังหวะ และยังมาร่วมงานกับคาราบาวเป็นประจำเมื่อมีคอนเสิร์ตครั้งสำคัญ ๆ ในวันที่ 1 - 2 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ในคอนเสิร์ต 25 ปี คาราบาว บาวเบญจเพส ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี เป้า คาราบาว ได้ขึ้นคอนเสิร์ตเป็นแขกรับเชิญของวง และได้ร้องเพลงในคอนเสิร์ตของคาราบาวเป็นครั้งแรกในเพลง ร้านเหล้าริมทาง โดยเป็นเพลงแรกและเพลงเดียวที่เป้าร้องให้กับวงคาราบาว ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2551 เป้าป่วยเป็นอัมพฤกษ์ซึ่งเป็นผลจากการผ่าตัดหมอนรองกระดูกต้นคอและทำบอลลูนหัวใจ ทำให้แขนไม่มีแรงพอที่จะตีกลองได้หนัก ๆ เหมือนเก่า และมีชีวิตความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก เนื่องจากแยกออกมาอยู่ลำพังเพียงคนเดียว ภรรยาที่แต่งงานอยู่กินกันมานานกว่า 40 ปี ก็แยกทางกันไป แต่ก็ยังได้รับเชิญไปเป็นนักดนตรีพิเศษเล่นในกรณีสำคัญต่าง ๆ และเป็นอาจารย์พิเศษทางสถาบันดนตรีบางแห่ง เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2552 เป้าได้เข้ารับการผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท และทำบอลลูนหัวใจที่โรงพยาบาลตากสิน ทำให้ไม่สามารถเดินได้เหมือนปกติ โดยต้องนั่งบนรถเข็นและหากยืนนาน ๆ ต้องใช้ไม้เท้าช่วย ทำให้ไม่สามารถเล่นดนตรีได้ ต่อมาในวันที่ 22 ตุลาคม ปีเดียวกันนั้น ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้เป้าเป็นบุคคลล้มละลายอันเนื่องจากหนี้สินจำนวนมากที่ไม่สามารถชดใช้ได้จากการทำธุรกิจแล้วล้มเหลวจากการกู้ยืมเงินจากธนาคาร แต่ศาลเห็นว่าเป้าและภรรยาเก่ายังมีหนทางเจรจาไกล่เกลี่ยกันได้ ศาลจึงมีคำสั่งเลื่อนนัดพร้อมคู่ความออกไปเป็นวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 09:30 น.


ประวัติ อาจารย์ ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี

ดร.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี หรือที่นิยมเรียกและรู้จักกันดีในชื่อ อาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี เป็นอดีตสมาชิกวงคาราบาว อ.ธนิสร์เกิดเมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2494 ที่ อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี จบการศึกษาจากวิทยาลัยการศึกษาปทุมวันและมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ด้วยความที่เคยเป็นอาจารย์สอนวิชาดนตรีอยู่ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒและวิทยาลัยครูจันทรเกษมจึงถูกเรียกติดปากว่า อาจารย์ธนิสร์ ได้เข้าร่วมวงคาราบาว ในปี พ.ศ. 2526 พร้อมกับ เทียรี่ เมฆวัฒนา และเป้า - อำนาจ ลูกจันทร์ ในการเป็นนักดนตรีแบ๊คอัพในห้องอัดของอโซน่า เมื่อคาราบาว โดยแอ๊ด - ยืนยง โอภากุลได้มาอัดเสียงที่นี่ และชักชวนเข้าร่วมวง บทบาทของอ.ธนิสร์ในวงคาราบาวนั้นนับว่าโดดเด่นมาก โดยจะเป็นผู้เล่นในตำแหน่ง คีย์บอร์ด และการประสานเสียง แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์และความสามารถเฉพาะก็คือการเป่าขลุ่ย โดยเฉพาะในเพลง เมด อิน ไทยแลนด์ ที่อยู่ในอัลบั้มประวัติศาสตร์ของวงนั้น อ.ธนิสร์ได้เป่าทั้งเพลง รวมทั้งการส่งเสียงแซวในเนื้อเพลงด้วย จนกลายมาเป็นเอกลักษณ์ที่เรียกสีสันประจำตัวเมื่อมักจะแซวสมาชิกในวงคนอื่น ๆ โดยเฉพาะแอ๊ดเมื่อเล่นคอนเสิร์ตเสมอ ๆ ทำให้อ.ธนิสร์เปรียบเสมือนสีสันของวงอ.ธนิสร์ได้แยกตัวออกจากวง เมื่อปี พ.ศ. 2531 ภายหลังวงคาราบาวออกอัลบั้มชุดที่ 9 คือ ทับหลัง โดยขัดแย้งในความเห็นกับแอ๊ด นับเป็นสมาชิกคนแรกที่แยกตัวออกไป จากนั้นเทียรี่และเป้าก็แยกออกจากวงคาราบาวตามอ.ธนิสร์ไป หลังจากนั้น อ.ธนิสร์ได้ร่วมกับเทียรี่และเป้า ออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของตัวเอง ในปี พ.ศ. 2533 ชื่อชุด ขอเดี่ยวด้วยคนนะ มีเพลงที่ได้รับความนิยม ซึ่งร้องโดย อ.ธนิสร์และเทียรี่ คือ วันเกิด และ เงินปากผี หลังจากนั้น อ.ธนิสร์ก็ได้ออกอัลบั้มเดี่ยวของตนเองชื่อชุด "ลมไผ่" มีเพลงที่เป็นที่จดจำ มีเอกลักษณ์ของตนเอง และมีความไพเราะมาก คือ ทานตะวัน ที่นำเนื้อร้องมาจากบทกวีของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งแต่งไว้เมื่อได้รับแรงบันดาลใจจากการชมทุ่งทานตะวัน ที่รัฐเทกซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อครั้งเดินทางไปพร้อมกับวงคาราบาวในการทัวร์คอนเสิร์ตต่างประเทศ ซึ่งเป็นการร้องประสานเสียงพร้อมเสียงขลุ่ย และนับแต่นั้น อ.ธนิสร์ก็ได้ทำงานที่ชื่นชอบและถนัดของตนเอง มีผลงานออกมาหลายชุด ซึ่งโดยมากเป็นทำนองเพลงพื้นบ้านหรือเพลงไทยประยุกต์ให้เข้ากับดนตรีร่วมสมัย หลายชุดก็เป็นการร่วมงานกับศิลปินเพื่อชีวิตคนอื่น ๆ เช่น สุรชัย จันทิมาธร หรือ วิสา คัญทัพ เป็นต้น และในปี พ.ศ. 2538 ก็ได้กลับมาร่วมงานกับคาราบาวอีกครั้ง ในชุด "หากหัวใจยังรักควาย" อันเป็นการกลับมาร่วมทำงานด้วยกันของสมาชิกวงในยุคคลาสสิกทั้ง 7 คนในปี พ.ศ. 2547 อ.ธนิสร์ได้ร่วมกับ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และหมู - พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ออกอัลบั้มร่วมกันในชุด "เพลงแผ่นดิน จาก 3 คีตกานต์กวี" ซึ่งก็ได้นำทานตะวันมาทำดนตรีและร้องใหม่โดยหมูด้วย อ.ธนิสร์มีชื่อเล่นว่า เล็ก ซึ่งไปซ้ำกับชื่อของเล็ก - ปรีชา ชนะภัย สมาชิกอีกคนของวง ดังนั้น อ.ธนิสร์เมื่ออยู่ในวงจึงไม่ถูกเรียกชื่อเล่นเหมือนสมาชิกคนอื่น ๆ โดยผลงานสุดท้ายที่ทำร่วมกับคาราบาว คือ การเป่าขลุ่ยในเพลง เดือนแรม ในอัลบั้ม "สาวเบียร์ช้าง" ในปี พ.ศ. 2544 แต่ในการแสดงสดนั้น อ.ธนิสร์ได้ขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่ร่วมกับคาราบาว โดยครั้งล่าสุดคือในมหกรรมดนตรี 30 ปี คาราบาว เมื่อปี พ.ศ. 2554 - พ.ศ. 2555 อ.ธนิสร์ได้รับการยอมรับว่า เป็นนักดนตรีที่มีความสามารถและความชำนาญอย่างมากในการเล่นดนตรีประเภทเครื่องเป่า โดยเฉพาะขลุ่ย จนได้รับฉายาว่า จอมยุทธขลุ่ย ปัจจุบัน จัดรายการวิทยุประจำที่คลื่นความคิด F.M.96.5 ขององค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย และเป็นวิทยากรประจำรายการคุณพระช่วย ของเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ เดิมออกอากาศทางช่อง 9 ปัจจุบันออกอากาศทางช่องเวิร์ค

วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2559

ประวัติ เขียว คาราบาว (กิรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร)

กิรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร หรือที่รู้จักกันในชื่อ เขียว คาราบาว เป็นนักร้องและมือกีตาร์ อดีตสมาชิกวงคาราบาว และเคยมีผลงานแสดงภาพยนตร์ เกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2495 ที่กรุงเทพมหานคร มีผลงานเพลงที่โด่งดังคือเพลง สัญญาหน้าฝน และ เพลง ไม่เคย เขียว คาราบาว เกิดที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2495 เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 5 คน และเริ่มเข้ารับการศึกษาในชั้นอนุบาลที่โรงเรียนอนุบาลละอออุทิศ และจบการศึกษาชั้นประถมจากโรงเรียนสาธิตสวนสุนันทาวิทยาลัย จากนั้นจึงเข้าศึกษาในระดับชั้นมัธยมจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เขียว ชื่นชอบการเล่นฟุตบอลอย่างมากถึงขนาดเคยเป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งขันฟุตบอล และเริ่มสนใจดนตรีสากลโดยเริ่มหัดเล่นกีตาร์และเบส โดยหัดเล่นเพลงสากลอย่างเช่น Hang On Sloopy ของวง The McCoys หลังจบชั้นมัธยมปลาย เขียวได้เล่นดนตรีอาชีพตามบาร์ของทหารจีไอ ที่มาตั้งฐานทัพ ย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ พอเล่นได้ซักระยะจึงยกระดับวงของตัวเองขึ้นมาโดยมีนักดนตรีต่างชาติฝีมือดีมาเล่นรวมอยู่ในวงด้วย ทำให้ได้ย้ายมาเล่นประจำที่ตึกนายเลิศ โดยเขียวทำหน้าที่เล่นเบส ต่อมาเมื่อทางวงมีรายได้จากการเล่นดนตรีมากขึ้น ก็เกิดปัญหาการแบ่งค่าตัวระหว่างสมาชิกภายในวงที่เป็นคนต่างชาติและสมาชิกที่เป็นคนไทย เขียวจึงตัดสินใจยุบวงตั้งแต่ตอนนั้น และเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเครื่องกล ที่สถาบันเทคโนโลยีมาปัว (Mapua Institute of Technology) เมือง มะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์  เขียวได้พบกับเพื่อนนักเรียนไทยที่นั่นอีก 2 คน คือแอ๊ด - ยืนยง โอภากุล และไข่ - สานิตย์ ลิ่มศิลา ทั้ง 3 ได้ตั้งวงดนตรีที่ชื่อ คาราบาว ขึ้นมาเพื่อเล่นประกวดในงานดนตรีของมหาวิทยาลัย โดยขึ้นเล่นเพลง Carry On ของวง ครอสบี, สติลส์, แนช แอนด์ ยัง และเพลง Mahal Kita ซึ่งเป็นเพลงของฟิลิปปินส์ ซึ่งวงคาราบาวได้เข้ารอบ 10 วงสุดท้าย ก่อนจะตกรอบในเวลาต่อมา เมื่อกลับมาเมืองไทยในปี พ.ศ. 2520 เขียวได้เป็นวิศวกรประเมินราคา แต่ยังคงเล่นดนตรีสากลในนามคาราบาว ร่วมกับแอ๊ด และ ไข่ โดยใช้เวลาหลังจากเลิกงานประจำมาเล่นดนตรี ต่อมาเมื่อไข่แยกตัวออกไป คาราบาวจึงเหลือเพียงแอ๊ดและเขียว ทั้งคู่ได้ตระเวนเล่นดนตรีตามห้องอาหารต่าง ๆ ในเวลากลางคืน ส่วนกลางวันก็ทำงานประจำ โดยทางวงจะเล่นเพลงสากลของ จอห์น เดนเวอร์, อิเกิ้ลส์, ครอสบี, สติลส์, แนช แอนด์ ยัง เป็นต้น

จนในปลายปี พ.ศ. 2524 อัลบั้มชุดแรกของคาราบาวก็เกิดขึ้น ในชื่อว่า ขี้เมา โดยเขียว รับหน้าที่เล่นกีตาร์เบส แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก ต่อมาอัลบั้มชุดที่ 2 แป๊ะขายขวด ซึ่งวางจำหน่ายปี พ.ศ. 2525 และได้เล็ก - ปรีชา ชนะภัย จากวงเพรสซิเดนท์เข้าร่วมวงด้วย เขียวจึงเปลี่ยนหน้าที่จากเล่นเบสมาเล่นกีตาร์ และได้ร้องนำเป็นครั้งแรก โดยเป็นการร้องคู่กับแอ๊ด - ยืนยง โอภากุล ในเพลง แป๊ะขายขวด และยังร้องเพลง หนทางใด และเพลง พรานทะเล อัลบั้มนี้ทำให้คาราบาวเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น และในอัลบั้มชุดวณิพกซึ่งวางจำหน่ายในปีถัดมา เขียว สมาชิกในตำแหน่งมือกีตาร์ ได้ร้องนำในเพลง หัวลำโพง ก่อนจะเริ่มหันมาทำงานและมีบทบาทเบื้องหลังกับวงคาราบาวมากขึ้น จนกระทั่งปลายปี พ.ศ. 2527 คาราบาวจึงประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดจากอัลบั้มชุดที่ 5 เมด อิน ไทยแลนด์ ซึ่งสามารถทำยอดขายได้ถึง 5,000,000 ตลับ/ก๊อปปี้ ซึงเป็นสถิติที่สูงที่สุดในประเทศไทย ทำให้ชื่อของเขียว คาราบาว เป็นที่รู้จักของคนไทยทั้งประเทศตังแต่บัดนั้น ผลจากความสำเร็จของอัลบั้มชุดนี้ทำให้เขียวได้ขึ้นเล่นคอนเสิร์ตทำโดยคนไทยซึ่งเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของวงคาราบาว ที่สนามจักรยานเวโลโดรม ในสนามกีฬาหัวหมาก ซึ่งคอนเสิร์ตดังกล่าวมียอดผู้ชมมากกว่า 60,000 คน และได้แสดงภาพยนตร์เรื่องเสียงเพลงแห่งเสรีภาพ ในปี พ.ศ. 2528 อีกด้วย โดยสมาชิกวงคาราบาวได้แสดงร่วมกันทั้งวง หลังจากนั้นเขียวก็ได้ทำงานร่วมกับคาราบาวอีกหลายชุด เช่น อเมริโกย, ประชาธิปไตย, เวลคัม ทู ไทยแลนด์, ทับหลัง, ห้ามจอดควาย การทำหน้าที่ของเขียวในวง คือ เบื้องหน้าเล่นกีตาร์,คีย์บอร์ดและร้องประสานเสียง มีร้องนำบ้างเป็นบางเพลง โดยเพลงที่เขียวร้องให้กับคาราบาวที่แฟนเพลงรู้จักดี คือ แป๊ะขายขวด และ สัญญาหน้าฝน ที่อยู่ในอัลบั้มชุดที่ 10 ห้ามจอดควาย โดยเบื้องหลัง เขียวจะรับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์และควบคุมเสียง รวมถึงดูแลเรื่องธุรกิจการเงินของคาราบาว โดยเป็นงานที่เจ้าตัวถนัด ในปี พ.ศ. 2533 วงคาราบาวประสบความสำเร็จกับอัลบั้ม ห้ามจอดควาย โดยมีเพลงที่โด่งดังอย่างมากคือเพลง สัญญาหน้าฝน ซึ่งเขียว เป็นผู้ขับร้อง ผลจากความสำเร็จของเพลงนี้ทำให้เขียวโด่งดังอย่างมาก เขียวจึงได้ตัดสินใจลาออกจากวงคาราบาว โดยก่อนหน้านี้สมาชิกในวงอีก 3 คน คือเทียรี่ เมฆวัฒนา, เป้า - อำนาจ ลูกจันทร์ และอ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดีได้แยกมาออกอัลบั้มเดี่ยวกันแล้ว เขียวจึงออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของตัวเองออกมาบ้างในชื่อชุด "ก่อกวน" โดยมีแอ๊ด - ยืนยง โอภากุล แต่งเนื้อร้องเพลง ไม่เคย ซึ่งเพลงนี้กลายเป็นเพลงฮิตที่แฟนเพลงในสมัยนั้นรู้จักกันดี และเป็นอีกหนึ่งเพลงประจำตัวของเขียวนอกจากเพลง สัญญาหน้าฝน ต่อมาในปี พ.ศ. 2536 เขียว คาราบาว ได้ออกอัลบั้มชุดที่ 2 ของตนในชื่อชุด หัวใจและเวลา โดยเป็นการทำงานร่วมกับวงตาวัน และแอ๊ด - ยืนยง โอภากุล ได้แต่งเพลงให้อีกหนึ่งเพลงคือเพลง รักเหรอ โดยเพลงนี้ได้มีการทำเป็นมิวสิกวิดีโอ นอกจากนี้ปู - พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ ยังได้ช่วยแต่งเพลง ตายรัง ให้อีกหนึ่งเพลง อัลบั้มชุดนี้จึงได้รับการตอบรับจากแฟนเพลงเป็นอย่างดี ปี พ.ศ. 2537 เขียวได้ออกอัลบั้มร่วมกับปราโมทย์ ม่วงไหมทอง อดีตมีกีตาร์ของวงซูซู และปู - พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ ในชื่อชุด เซอโซไซตี้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ก่อนที่ ปราโมทย์ จะเสียชีวิตในอีก 3 ปีต่อมา เขียว คาราบาวได้ออกอัลบั้มของตัวเองตามมาอีกหลายชุด โดยส่วนมากจะเป็นดนตรีในแนวอคูสติกและคันทรีบลูส์ แต่ก็ยังถือว่าไม่ประสบความสำเร็จเท่าอัลบั้มเดี่ยว 2 ชุดแรก หลังจากนั้นเขียวก็ยังคงกลับมาร่วมงานกับคาราบาวอีกเรื่อย ๆ เช่น การกลับมาร่วมงานในอัลบั้ม หากหัวใจยังรักควาย ในปี พ.ศ. 2538 ที่สาชิกยุคคลาสสิกไลน์อัพกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง, อัลบั้ม อเมริกันอันธพาล ในปี พ.ศ. 2541 ที่สมาชิกวงในยุคคลาสสิกไลน์อัพ 5 คนคือแอ๊ด, เล็ก, เทียรี่, เขียว และอ๊อด - อนุพงษ์ ประถมปัทมะ กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง และได้ร่วมงานกับสมาชิกยุคปัจจุบันเป็นครั้งแรก และอัลบั้ม ลูกลุงขี้เมา ในปี พ.ศ. 2550 ในโอกาสที่คาราบาวครบ 25 ปี รวมทั้งยังเป็นแขกรับเชิญในงานคอนเสิร์ตต่าง ๆ ของวง และทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์หรือผู้ควบคุมเสียงในการผลิตอัลบั้มของวงอีกต่างหากด้วย


เขียว คาราบาวแต่งงานกับพรวรินทร์ พรหมสาขา ณ สกลนคร ทั้งคู่มีทั้งลูกชายและลูกสาว โดยลูกสาวของเขียวคือกิ - กิรตรา พรหมสาขา ณ สกลนคร อดีตสมาชิกวงนีซ สังกัดโดโจ ซิตี้ ที่เคยมีผลงานในปี พ.ศ. 2541 - พ.ศ. 2543 ปัจจุบันเป็นนักร้องสังกัดสมอลล์รูม นอกจากนี้เขียวยังมีกิจการของตัวเอง เป็นร้านอาหารชื่อ สเต็กลาว เขียว คาราบาว โดยเขียวเป็นผู้ดูแลกิจการของร้านเอง และบางครั้งจะขึ้นเล่นดนตรีให้ลูกค้าฟังอีกด้วย

ประวัติ เทียรี่ เมฆวัฒนา (สุทธิยงค์ เมฆวัฒนา)

เทียรี่ เมฆวัฒนา นักร้องและนักดนตรีชาวไทย สมาชิกวงคาราบาว มีชื่อจริงว่า เทียรี่ สุทธิยงค์ เมฆวัฒนา เกิดเมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2501 ที่ประเทศลาว โดยมีพ่อเป็นชาวไทยเชื้อสายจีนชื่อ เอนก เมฆวัฒนา โดยมีพ่อทำงานให้กับหน่วยซีไอเอในลาวคอยหาเครื่องใช้ให้ทหารอเมริกัน แม่เป็นชาวสวิสเซอร์แลนด์ ชื่อ Simone หลังจากนั้นพอเทียรี่มีอายุได้ 2 ขวบ ประเทศลาวได้เกิดสงครามกลางเมืองจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2503 พ่อจึงพาครอบครัวย้ายมาอยู่ที่ประเทศไทย และเข้าเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนจะย้ายมาเรียนที่โรงเรียนดรุณพิทยาจนจบชั้นมัธยมปลาย จากนั้นได้เดินทางไปศึกษาต่อด้านการบริหารธุรกิจที่ American Business Institute ที่เมืองแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาโดยเทียรี่มีความสนใจในการเล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็ก ๆ โดยหัดเล่นกีตาร์ตอนอายุ 11 ขวบ ซึ่งเพลงแรกที่หัดเล่นคือเพลง Flying Machine ของเซอร์ คลิฟฟ์ ริชาร์ด เทียรี่ชื่นชอบและได้รับแรงบันดาลใจทางดนตรีมาจากบทเพลงของบ็อบ ดิลลันดอน แม็กลีนเดอะ บีทเทิลส์ รวมถึงวงควีนด้วย

เทียรี่เข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการถ่ายแบบ แสดงละครและภาพยนตร์ ก่อนจะเริ่มมีผลงานทางดนตรีครั้งแรก เป็นดนตรีแนวโฟล์ก โดยเข้าร่วมวงดนตรี Runspot กับ กิตติคุณ เชียรสงค์ และหมึก ศิลปากร เล่นออกอากาศทางรายการ เสาร์สนุก ทางช่อง 9 อสมท. ในปี พ.ศ. 2521 หลังจากนั้น ด้วยความที่ตัวเทียรี่ได้ออกโทรทัศน์บ่อยจึงได้รับการติดต่อให้แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกคือเรื่อง สตรีหมายเลขศูนย์ คู่กับ ชลธิชา สุวรรณรัต และได้เล่นเป็นพระเอกอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง โอ้กุ๊กไก่ ในปี พ.ศ. 2522 ก่อนจะพักงานในวงการบันเทิงเพื่อเดินทางไปศึกษาต่อที่ American Business Institute และทำงานเป็นนักดนตรีตอนกลางคืนในร้านอาหาร ที่เมืองแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยร้องเพลงสากลของเซอร์ คลิฟฟ์ ริชาร์ด และ เอลวิส เพรสลี่ย์  หลังจากกลับมาเมืองไทยเพียง 2 สัปดาห์ เทียรี่ได้เซ็นสัญญาเป็นนักดนตรีในห้องอัดเสียงของค่ายเพลงอโซน่า รับหน้าที่เล่นกีตาร์เพื่อบันทึกเสียงในอัลบั้มของศิลปินหลายคนทั้งศิรินทรา นิยากรไพจิตร อักษรณรงค์และ นัดดา วิยกาญจน์
โดยเทียรี่ เมฆวัฒนา ได้มีอัลบั้มเพลงของตัวเองครั้งแรก เป็นอัลบั้มที่ร้องคู่กับไพจิตร อักษรณรงค์ คืออัลบั้ม รักแรก ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จทางยอดขายเป็นอย่างดี ทำให้มีผลงานการถ่ายแบบ และเป็นพิธีกรในรายการเกมโชว์ถึง 2 รายการ
จนกระทั่งปี พ.ศ. 2526 เทียรี่ เมฆวัฒนา ได้มีโอกาสร่วมงานกับวงคาราบาวเป็นครั้งแรก โดยเป็นการออกทัวร์คอนเสิร์ตโปรโมทอัลบั้ม วณิพก โดยรับหน้าที่เล่นกีตาร์ไฟฟ้าบนเวทีคอนเสิร์ตแทนที่เล็ก - ปรีชา ชนะภัย มือกีตาร์โซโล่ตัวจริงของทางวง ที่ติดภารกิจต้องไปทัวร์คอนเสิร์ตกับวงเพรสซิเดนท์ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเทียรี่เคยไปศึกษาที่นั่น
หลังการออกทัวร์คอนเสิร์ตโปรโมตอัลบั้มวณิพกร่วมกับวงคาราบาวเสร็จสิ้น เทียรี่ได้ออกอัลบั้มของตนเองออกมาอีก 1 ชุด ในชื่ออัลบั้ม เรือรัก โดยอัลบั้มชุดนี้เป็นแนวเพลงโฟล์ก และมีเพลงฮิตอย่าง วานนี้ช้ำ วันนี้จำ
ปลายปี พ.ศ. 2526 คาราบาว กลับมาบันทึกเสียงที่ห้องอัดของอโซน่าอีกครั้งเพื่อบันทึกเสียงเพลงทั้งหมดในอัลบั้มชุด ท.ทหารอดทน เทียรี่จึงได้เป็นนักดนตรีแบ็คอัพบันทึกเสียงให้คาราบาวในอัลบั้มชุด ท.ทหารอดทน ก่อนที่จะได้รับการเชิญชวนให้ร่วมออกทัวร์คอนเสิร์ตกับทางวงอีกครั้งหนึ่ง
ความโด่งดังของอัลบั้ม ท.ทหารอดทน ทำให้วงคาราบาวทั้งวงได้เล่นเป็นดารารับเชิญในภาพยนตร์เรื่อง ปล.ผมรักคุณ และเทียรี่ในฐานะนักดนตรีแบ็กอัพก็ได้ปรากฏตัวในภาพยนตร์เรื่องนี้พร้อมกับคาราบาวด้วย โดยในปีดังกล่าว เทียรี่ เมฆวัฒนา ได้แต่งงานเป็นครั้งแรกกับแฟนสาวที่คบหากันมานานถึง 6 ปี แต่กลับใช้ชีวิตคู่อยู่เพียงแค่ 6 เดือนก็ได้หย่าขาดจากกันในปีเดียวกัน
หลังจากทัวร์คอนเสิร์ตร่วมกับวงคาราบาวมาอย่างยาวนาน เทียรี่ก็ได้เป็นสมาชิกของวงคาราบาวอย่างเต็มตัวในปี พ.ศ. 2527 ในอัลบั้ม เมด อิน ไทยแลนด์ โดยเป็นสมาชิกใหม่ในตำแหน่งมือกีตาร์และนักร้องนำ โดยได้ร้องเพลงให้คาราบาวเพลงแรกคือเพลง นางงามตู้กระจก ซึ่งผลจากความสำเร็จอย่างถล่มทลายของอัลบั้มชุดนี้ที่มียอดจำหน่ายในปีเดียวมากกว่า 5,000,000 ตลับ/ก๊อปปี้ ซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดในประเทศไทย ทำให้เทียรี่ เมฆวัฒนาในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของวงโด่งดังเป็นอย่างมาก และเทียรี่ก็ได้ขึ้นเล่นคอนเสิร์ตทำโดยคนไทย ซึ่งเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของประเทศไทยและวงคาราบาวที่สนามจักรยานเวโลโดรม ในสนามกีฬาหัวหมาก ในปี พ.ศ. 2528 ซึ่งคอนเสิร์ตดังกล่าวมีผู้ชมมากกว่า 60,000 คน อีกทั้งยังได้ไปทัวร์คอนเสิร์ตที่สหรัฐอเมริกาอีกด้วย โดยเทียรี่ เมฆวัฒนาได้เป็นผู้ร้องเพลง เมด อิน ไทยแลนด์ ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษ โดยในเวอร์ชันนี้ทางวงตั้งชื่อเพลงว่า Made in Thailand in USA
ในปีเดียวกัน เทียรี่ เมฆวัฒนาได้แสดงภาพยนตร์อีกครั้งในภาพยนตร์เรื่องเสียงเพลงแห่งเสรีภาพ คู่กับนางเอกสาว จุ๋ม - อุทุมพร ศิลาพันธ์ ซึ่งสมาชิกวงคาราบาวได้แสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยกันทั้งวง ตลอดจนมีดาราอื่น ๆ เช่น ษา - สุพรรษา เนื่องภิรมย์, หมู - พงษ์เทพ กระโดนชำนาญสุรชัย จันทิมาธร หรือ หงา คาราวาน มาร่วมแสดงด้วย และในปีดังกล่าว บริษัทการบินไทย ครบรอบ 25 ปี จึงได้มอบหมายให้วงคาราบาวแต่งเพลงให้ ซึ่งแอ๊ด - ยืนยง โอภากุล ได้แต่งเพลง รักคุณเท่าฟ้า โดยมอบให้เทียรี่เป็นผู้ขับร้อง และกลายเป็นเพลงฮิตที่ติดหูผู้ฟังอย่างมากจนถึงปัจจุบันและมีการนำกลับมาร้องซ้ำโดยศิลปินอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ฟอร์ด - สบชัย ไกรยูรเสน เป็นต้น
ในปีเดียวกันเทียรี่ได้แต่งงานอีกครั้งกับนางเอกสาว จุ๋ม - อุทุมพร ศิลาพันธ์ ซึ่งทั้งสองเคยมีงานแสดงร่วมกัน หนึ่งในนั้นคือภาพยนตร์เรื่องเสียงเพลงแห่งเสรีภาพ
จากนั้น ในปลายปีเดียวกัน คาราบาวได้ออกอัลบั้มชุด อเมริโกย โดยในอัลบั้มนี้เทียรี่ได้ร้องนำ 1 เพลงคือเพลง มาลัย โดยวงคาราบาวได้กลายเป็นผู้นำแฟชั่นของวัยรุ่นในสมัยนั้นด้วยการแต่งตัวด้วยชุดลายพรางทหารและใส่แว่นดำ ต่อมาได้ร่วมงานกับทางวงในชุด ประชาธิปไตย ซึ่งวางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2529 โดยเทียรี่ได้ร้องนำคู่กับแอ๊ดในเพลง มหาจำลอง รุ่น 7
ในปี พ.ศ. 2530 คาราบาวออกอัลบั้ม เวลคัมทูไทยแลนด์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่มียอดขายเกิน 1,000,000 ตลับ/ก๊อปปี้ และมีมิวสิกวิดีโอถึง 4 เพลง เทียรี่มีบทบาทในอัลบั้มชุดนี้มากโดยนอกจากจะเป็นมือกีตาร์และประสานเสียงแล้ว ยังได้ร้องเพลงในอัลบั้มนี้ถึง 3 เพลง คือ สังกะสี ,บิ๊กเสี่ยว โดยร้องคู่กับแอ๊ด - ยืนยง โอภากุล และเพลง คนหนังเหนียว โดยร้องคู่กับเล็ก - ปรีชา ชนะภัย ในลักษณะของการดูเอท
เทียรี่ เมฆวัฒนาโด่งดังถึงขีดสุดในอัลบั้ม ทับหลัง ในปี พ.ศ. 2531 จากการขับร้องเพลง แม่สาย ซึ่งเป็นเพลงนำร่องในอัลบั้ม ซึ่งเพลงนี้มีการทำเป็นมิวสิกวิดีโอแบบแอนิเมชันเป็นเพลงแรกในประเทศไทยอีกด้วย

ในปี พ.ศ. 2531 หลังจากที่วงคาราบาวทัวร์คอนเสิร์ตโปรโมทอัลบั้ม ทับหลัง เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เทียรี่ก็ได้ขอลาออกจากวงและแยกตัวไปพร้อมกับสมาชิกในวงอีก 2 คน คือ อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี และ เป้า - อำนาจ ลูกจันทร์ โดยทั้ง 3 คนได้ร่วมกันออกอัลบั้มในชื่อชุด ขอเดี่ยวด้วยคนนะ ในปี พ.ศ. 2532 มีเพลงที่เป็นที่รู้จัก เช่น สาวดอย สอยดาววันเกิดเงินปากผี เป็นต้น
ในปี พ.ศ. 2533 เทียรี่ก็ได้ออกอัลบั้มเดี่ยวของตัวเองชุดแรกภายหลังแยกวง คือ เจาะเวลา... โดยอัลบั้มชุดนี้ได้รับการสนับสนุนจากเครื่องดื่มโค้ก และได้ อิทธิ พลางกูร มาเป็นศิลปินรับเชิญร่วมขับร้องเพลง ทะเล ตลอดจนได้ชานนท์ ทองคง อดีตมือเบสวง เนื้อกับหนัง ซึ่งเป็นวงดนตรีเฮฟวี่เมทัลยุคแรก ๆ ของเมืองไทยมาร่วมงานด้วยในตำแหน่งมือเบส ทำให้อัลบั้มชุดนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยมีเพลงฮิตที่รู้จักกันดีเช่น ปาปาย่า ป๊อก ๆ , สาวตากลมเจาะเวลาหาปัจจุบันรักขึ้นสมอง เป็นต้น
ปี พ.ศ. 2534 ได้ออกอัลบั้ม สุดขั้วหัวใจ โดยมีเครื่องดื่มโค้กเป็นผู้สนับสนุนตามเดิม มีเพลงฮิตคือเพลง ความรักสีดำไผ่แดง ซึ่งเป็นเพลงประกอบละครเรื่องไผ่แดง และเพลง สูงสุดสู่สามัญ ซึ่งได้รับรางวัลสีสันอะวอร์ดส์ สาขาเพลงยอดเยี่ยม ประจำปี พ.ศ. 2534
เดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2535 เทียรี่ออกอัลบั้มชุดที่ 3 ในชื่อชุดไม่เต็มบาท มีเพลงเด่น ๆ เช่น แสงแห่งกาลเวลาพขร.ณ รมต.ชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหนทำใจฝันของดอกไม้ริมทาง เป็นต้น โดยอัลบั้มนี้เป็นชุดสุดท้ายที่มีเครื่องดื่มโค้กเป็นผู้สนับสนุน ก่อนที่เทียรี่จะออกอัลบั้มชุดที่ 4 ในปี พ.ศ. 2537 ในชุด คาถาเศรษฐี ซึ่งมีเพลงฮิตในขณะนั้นคือ ถังแตกสิ่งสุดท้ายแห่งความทรงจำ ตลอดจนมีเพลงประกอบโฆษณาอย่าง ปรารถนา และเพลงประกอบรายการโทรทัศน์อย่างเพลง จบที่ใจ เป็นต้น
หลังจากนั้นเทียรี่ได้ออกอัลบั้มเดี่ยวออกตามมาอีกหลายชุดเช่น ยาชูกำลังจักรวาล และตั้งแต่ พ.ศ. 2541 จึงได้กลับมาเป็นสมาชิกของวงคาราบาวตั้งแต่อัลบั้ม อเมริกันอันธพาล จนถึงปัจจุบัน
โดยเทียรี่เป็นนักร้องที่มีเสียงแหบเสน่ห์เป็นตัวของตนเอง จึงมีเพลงที่ได้รับความนิยมในแต่ละอัลบั้มอยู่หลายเพลง ซึ่งส่วนมากเพลงที่จะเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมเป็นเพลงช้า จึงได้มีโอกาสแต่งและร้องเพลงประกอบภาพยนตร์และละครหลายเรื่อง เช่น ละครเรื่อง สุดแต่ใจจะไขว่คว้า ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในปี พ.ศ. 2532ไผ่แดง ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ในปี พ.ศ. 2534ด้วยสองมือแม่นี้ที่สร้างโลก ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในปี พ.ศ. 2537แม้เลือกเกิดได้ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ในปี พ.ศ. 2544 เป็นต้น และเคยร้องเพลงออกอัลบั้มร่วมกับ อิทธิ พลางกูร ด้วย และจุดเด่นอีกประการหนึ่งของเพลงของเทียรี่ อยู่ที่เนื้อร้องที่เล่นกับภาษาได้อย่างลงตัวและสนุก มีความหมาย เช่น เพลง พขร.ณ รมต. ที่เล่นกับตัวย่อทั้งเพลงฉำฉาฉ่อยฉุกเฉิน ที่เล่นกับอักษร ฉ.ฉิ่ง ทั้งเพลงหัวใจจิ้มจุ่ม ที่เล่นกับอักษร จ.จานไปไหนไปด้วย ที่มีการยกตัวอย่างเปรียบเทียบเปรียบเปรยทั้งเพลง เป็นต้น และเพลงส่วนใหญ่ในอัลบั้มเดี่ยวมักจะแฝงไว้ด้วยป๊อปเซ้นส์เสมอ ซึ่งทำให้เพลงของเทียรี่ฟังง่ายและเป็นที่นิยม
ในปี พ.ศ. 2552 เทียรี่ได้รับเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาทางโทรทัศน์ให้กับโทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อ G-Net โดยเป็นพรีเซนเตอร์ของโทรศัพท์ยี่ห้อนี้เป็นคนแรกด้วย
ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปรากฏข่าวลือที่ทำให้ช็อกแฟนคลับวงคาราบาวทั่วประเทศว่าเทียรี่ได้ฆ่าตัวตายด้วยการใช้ปืนยิงตัวเองหลังเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลสายไหม แต่เมื่อได้มีการตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว พบว่าเทียรี่มีอาการกระเพาะทะลุจากการดื่มสุราอย่างหนักจากคำยืนยันของมณเฑียร สาระโภค ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลสายไหมหาญชัย ยุทธ์ธนพิพิพัฒน์ ผู้จัดการส่วนตัวของเทียรี่ และแอ๊ด - ยืนยง โอภากุล หัวหน้าวงคาราบาว ซึ่งทั้ง 3 คนได้แถลงข่าวร่วมกัน โดยเทียรี่ได้พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลศรีสยาม
เทียรี่ เมฆวัฒนา แต่งงานกับ อุทุมพร ศิลาพันธุ์ นักแสดงสาว ทั้งคู่ได้อยู่กินกันมานับสิบปี จนมีลูกด้วยกันทั้งสิ้น 2 คน คือ เจน เมขลา (ลูกสาว) และ เจสซี เมฆ (ลูกชาย) แต่ก็ได้หย่าร้างกันเมื่อต้นปี พ.ศ. 2545 โดยเทียรี่เป็นฝ่ายขอหย่าเอง โดยอ้างว่าไม่มีเวลาให้กับครอบครัวเพียงพอ ปัจจุบัน เทียรี่มีห้องอัดเสียงเป็นของตนเองชื่อ jessie&jane studio มีบริษัทเพลงของตัวเองชื่อ here entertainment และมีบริษัท CRB entertainment จำกัด รับงานโฆษณาและผลิตรายการโทรทัศน์ โดยมีนิตยสารของตนเองชื่อ Coffee Break